GTM-NLBTLHK
Skip to main content

PRIMEQUEST

Performance, Reliability, and Flexibility in Open Systems

pq400

ในปี 2005 ตอนที่ Fujitsu แนะนำผลิตภัณฑ์ PRIMEQUEST ในตลาด ตอนนั้น PRIMEQUEST ไม่เพียงแต่ขยายขอบเขตของความไว้วางใจในโลกของระบบเปิด (Open System) แล้ว แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก สำหรับระบบที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อุปสรรคของการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมสำหรับระบบปฏิบัติการที่จะมาลองรับ Mission Critical Operation นั้นก็ถูกตัดออกไป โปรแกรมสำหรับธุรกิจที่สำคัญๆ ก็มีให้เลือกใช้มากขึ้น สำหรับประโยชน์ของระบบ Open System นั้นองค์กรต่างๆก็ได้รับทราบกันไปบ้างแล้วแต่ยังไม่สามารถที่เก็บเกี่ยวประโยชน์เหล่านั้นได้ แต่หลังจาก PRIMEQUEST ออกมา เราสามารถที่จะมองภาพได้ใกล้ขึ้น และเห็นคุณประโยชน์ต่างๆของ Open System นั้นมีให้เห็นอยู่บน PRIMEQUEST ซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้ และเห็นแนวการนำไปใช้งานได้ ในการเปิดตัวรุ่นใหม่ของ PRIMEQUEST รุ่ม 500 นั้นจะลบข้อสงสัยและความไม่ชัดเจนของคำว่า Open System Performance และคุณสมบัติของคำว่า Performance ออกไป การเปิดตัวของ Dual-Core Intel® Itanium® Processors (ชื่อย่อ “Montecito”) ได้แสดงผลงานการปฏิบัติที่ไม่มีขีดจำกัดของ 64 bit สืบเนื่องจาก Intel Roadmap ที่ชัดเจน และผนวกเข้ากับกลยุทธ์ TRIOLE ของ Fujitsu (Virtualization, Automation และ Integration) และ การมุ่งมั่นของ Intel ในโลกของ Open System

PRIMEQUEST สนับสนุนความสามารถอันมากมายของทั้งระบบ Windows และ Linux ในงานที่ต้องการ การเฝ้าระวังในสนามของการแข่งขันด้านการออกแบบ Hardware Platform โดยการใช้ Mainframe-Derived Levels ของ Hardware ที่สามารถไว้วางใจได้ ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า RAS (Reliability, Availability, and Serviceability) การเพิ่มระบบใหม่ๆที่จะช่วย ให้การดูแลจัดการระบบง่ายขึ้น และเป็นอัตโนมัติ (Automation) มากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้ Windows และ Linux มีอิสระในการเลือกและไม่ถูกจำกัดการเติบโตในอนาคต และความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

สืบเนื่องจาก PRIMEQUEST เหมาะกับองค์กรที่ต้องระบบแบบเปิด (Open System Organization) และกำลังมองหา Hardware ที่จะมาเพิ่มศักยภาพขององค์กร ความชำนาญ (Skills) ของผู้ใช้ Linux และ Windows ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถนำมาใช้ได้ โดยไม่ต้องไปศึกษาเพิ่มเติม การเติบโตขององค์กรจึงไม่ต้องรอการเรียนรู้ใหม่ เพียงแต่มีการส่งเสริมให้ไปสู่ระดับที่สูงกว่าในการสนับสนุนทางธุรกิจ

การออกแบบโดยใช้ Intel® Itanium® Processor ที่เป็น Dual Core Configuration และมี Front Side Bus ที่สูงขึ้นถึง 533 GHz บวกกับความชำนาญทางด้าน Server Technology จาก Fujitsu ที่สะสมมาตลอดเป็นสิบๆ ปี PRIMEQUEST สามารถผนวกเข้ากับกลยุทธ์ TRIOLE ของ Fujitsu สำหรับ Open System ต้องการความต่อเนื่อง ความว่องไวทางธุรกิจ และมีประสิทธิภาพ PRIMEQUEST เหมือนกับทุกระบบที่ทาง Fujitsu เสนอสำหรับ Mission Critical System สามารถตอบสนองตรวตามความคาดหวังของลูกค้า ทีกำลังมองหารูปแบบแบบอัตโนมัติเพื่อตอบสนองความต้องการของธุระกิจ

Business continuity ความต่อเนื่องของธุรกิจจะเป็นผลมาจากการออกแบบ hardware ที่คำนึงถึงระบบป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (Fault immunity) ในทุกๆ ระดับขั้น การรวมกันระหว่าง Intel Dual-Core Intanium2 และ chipset ของ Fujitsu จะทำให้ระบบได้ มาตรฐานของ RAS (Reliability, Availability, and Serviceability) ซึ่งหลักๆจะมี fault prevention และมีส่วนที่เป็น redundancy ส่วนประกอบหลักอย่างเช่น LSIs / circuit, ภายใน chipset, system bus, I/O paths, in-built management console, และ power supplies ที่เป็นแบบ duplex และมากไปกว่านั้น ยังมี system mirror ที่จะนำระบบไปสู่จุดที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ที่จะพบในระบบของ top-end mainframe กล่าวมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น data bus และการทำงานของ memory สามารถทำซ้ำ (Duplex) สำหรับ operation redundancy ทั้งหมด

การดำเนินการต่อเนื่องทางธุรกิจมาจากสถาปัตยกรรมที่ปราศจากข้อผิดพลาดที่รวมถึงทุกระดับ การรวมกันของ Dual-core Intel® Itanium® processors และ Fujitsu Chipset ได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดตามมาตรฐานอุตสาหกรรมตามการดำเนินการของ RAS ที่ระดับของระบบที่มีความผิดพลาดที่ไม่ตรงกันของการป้องกันและการทำซ้ำ (error prevention and redundancy) ส่วนประกอบหลักอย่างเช่น LSIs / circuit, ภายใน chipset, system bus, I/O paths, in-built management console, และ power supplies ที่เป็นแบบ duplex. มากไปกว่านั้นการ in-built “System Mirror” หน้าที่ที่มีอำนาจเหนือกว่าความไว้วางใจถูกพบใน top-end mainframe. ไมว่าจะเป็นเรื่อง Addressing, Data bus และ Memory จะเป็นแบบ duplex เพื่อจะไประบบที่เป็นแบบ redundancy ทั้งหมด สามารถตรวจพบและแยกข้อผิดพลาด (Errors) ของระบบได้โดย ไม่กระทบกับระบบหลัก และยังสามารถโยกย้ายระบบ I/O ต่างๆให้เหมาะสมกับการใช้งาน ณ เวลาที่ต้อง (Flexible I/O) ซึ่งจะทำให้ระบบมีประสิทธิและต่อเนื่องมากขึ้นตามความต้องการ (business on demand) สามารถลดค่าดูแลรักษาระบบได้ถึง 90% เทียบกับตัวเลขของอุตสาหกรรมทั่วไป

นอกเหนือจากนี่เพื่อที่จะส่งเสริมให้ Linux มีบทบาทมากขึ้นกับระบบที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง โปรแกรมเมอร์ 500 คนจาก Fujitsu กำลังช่วยพัฒนาโปรแกรมให้กับองค์กร Open Source มากขึ้น รวมถึงการเข้าร่วมพัฒนา RedHat Enterprise Linux AS v4 ที่ใช้กับ PRIMEQUEST ด้วย นอกจากนี้ Fujitsu ยังได้ทำงานใกล้ชิดกับ Microsoft ภายใต้ Global Alliance Partnership เพื่อพัฒนาระบบ Windows สำหรับงาน Mission Critical ด้วย

สำหรับประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น (Flexibility) เทคโนโลยีใหม่นี้ที่ยอมให้มีได้ถึง 16 partitions (โดยเฉลี่ย 4 cores ต่อ partition) เป็นครั้งแรกที่ Fujitsu ได้นำ extended Partitioning (XPAR) เทคโนโลยี นำมาซึ่ง sub-system board hardware partitioning มาสู่Open system การแยกออกมาทางด้านไฟฟ้าของแต่ละ PRIMERQUEST partition ที่เป็นอิสระต่อกันอย่างเต็มรูปแบบ จะพบได้ระบบ mission critical เท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือการจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการทำ partition จะไม่มีการโยกย้ายสายไฟหรืออุปกรณ์เลย ซึ่งจะทำให้การดูแล และ จัดการระบบ จัดการทรัพยากรต่างๆ ง่ายขึ้น ในแต่ล่ะ partition ของ Windows หรือ Linux จะทำงานแยกกันแบบคู่ขนาน (รวมทั้งหน่วยความจำ, CPU, และ I/O) ทรัพยากรเหล่านี้สามารถโยกย้ายไปมาตาม partition ต่างๆได้เพื่อลองรับงานของแต่ล่ะวัน แต่ล่ะช่วงเวลา (on demand) นี่หมายความว่า PRIMEQUEST สามารถช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายทรัพยากรต่างได้ตามความต้องการของธุรกิจ สามารถที่ใช้งานระบบได้คุ้มค่ามากขึ้นการการลงทุน

การออกแบบรูปทรงของ PRIMEQUEST บ่งบอกถึงความละเอียดในความเอาใจใส่ ซ้อนความซับซ้อนของเทคโนโลยีไว้ข้างใน หัวใจของ PRIMEQUEST อยู่ที่ Intel Intanium2 dual-core พร้อมกับสถาปัตยกรรมแบบ EPIC (Explicitly Parallel Instruction Computing) แต่ในความเป็น PRIMEQUEST คือการนำเอา Processor และ EPIC มาใช้ ที่ทำให้ PRIMEQUEST โดดเด่น

สามารถที่จะใส่ Dual Core Processor ได้ถึง 32 หรือ 64 cores ภายในตู้เดียว สามารถทำ Partitionได้ถึง 16 partitions ที่แยกอิสระต่อกัน สามารถที่จะรองรับ Windows และ/หรือ Linux 32-bit หรือ 64-bit application สามารถรวมกันใด้ บน system board เดียว ทำให้การดูแลระบบเป็นเรื่องง่ายๆ โดยการติดตั้ง redundant Management Boards (MMB) แยกออกจาก server หลัก ซึ่งจะเป็นระบบที่มาช่วยควบคุมดูแลการทำงานของ server และยังลดภาระของ server หลักอีกด้วยด้วย
SYSTEM PRIMEQUEST

ความเป็น Mission critical ของ PRIMEQUEST จะอยู่การที่มีอุปกรณ์ที่เป็นแบบ Redundancy และ การทำ system mirror ทีแยกออกจากกัน ในระดับ system board และยังมีส่วนเสริมอื่นๆ อีกเช่น Flexible I/O สำหรับ CPU และ Memory และก็ความเร็ว Crossbar ที่ช่วยผลักดันให้ PRIMEQUEST เป็นระบบที่มีเสถียรภาพสูง ด้วยความไว้วางใจได้ถึง 99.999%

ทางด้านการจัดการกับสายเคเบิ้ล (Cable management) โดยปกติทั่วไป server ขนาดใหญ่ต้องการการเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลไม่เป็นสิบก็ร้อย ค่าใช้จ่ายและยุ่งยากต่างๆ จะไม่มีให้เห็นใน PRIMEQUEST เนื่องจากสายเคเบิ้ลจะถูกรวมเข้ากับ Backplane จะไม่มีเคเบิ้ลให้เห็น การเชื่อมต่อทั้งหมดจะทำผ่าน MMB ทั้งหมด การจัดการเคเบิ้ลที่ดีมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความผิดพลาดของการโยงสายไฟ และยังทำให้มี PCI slot ว่างมากขึ้นเพื่อนำไปใช้ทำอย่างอื่น

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกุญแจหลักคือการระบายความร้อน อุปกรณ์ต่างๆจะทำงานได้ดีขึ้น และได้นานกว่าเดิม ถ้าทำงานอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมอุณหภูมิปกติ ใน PRIMEQUEST Intel® Itanium® 2 processors ใช้เทคโนโลยีแรงดันไฟฟ้าต่ำ ทำให้สามารถขยายได้มากว่า (scalability) และยังมีขนาดที่เล็ก (small footprint) ซึ่งเป็นผลของประสิทธิภาพ 90nm เทคโนโลยี Wiring ของ Fujitsu และการออกแบบระบบไหลเวียนอากาศ (Airflow) ซึ่งเป็นการช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มากถึง 50% ซึ่งสามารถเทียบขนาดได้กับ Server ปกติของ Intel PRIMEQUEST เป็นสถาปัตยกรรมที่ได้ปรับแต่งบนพื้นฐานของ LSI, Chipset และระบบ Interconnect Technology ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะได้ Performance ที่ดีที่สุดและมี Footprint ที่เล็กที่สุด และใช้กำลังไฟฟ้าต่ำที่สุดในหมวดของ server ระดับเดียวกัน

การแบ่ง Partition ของทรัพยากรของ Fujitsu จะเป็นการแบ่งทาง hardware แต่ทำผ่าน console โดยไม่มีการโยกย้ายเคเบิ้ลใดๆ ซึ่งเป็น Technology ที่ช่วยลดข้อผิดพลาดของระบบทั้งหมด ผลกระทบของข้อผิดพลาดหนึ่ง partition จะไม่ไปมีผลต่อ partition อื่นๆ เหนือไปกว่านนั้น การทำ Extend Partition หรือที่เรียกว่า soft partition บน system board จะช่วยทำให้ได้ partition มากขึ้นถึงสองเท่า PRIMEQUEST เป็นระบบที่ restart ตัวเองได้เร็ว ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการ recovery และยังสามารถนำ system board ที่ reserve ไว้มาใช้ในกรณีฉุกเฉินโดยไม่มีผลกระทบกับระบบโดยรวม ในอนาคต Fujitsu จะทำงานร่วมกับ RedHat, Novell และองค์กร Open Source เพื่อเพิ่มประสิทธิของระบบให้มากขึ้นสำหรับ mission critical และยังจะมารองรับระบบ Virtualization ของ XEN ด้วย ซึ่งตรงนี้จะมาช่วยให้การทำ partitioning ของ PRIMEQUEST ได้ดียิ่งขึ้นแล้วยังสามารถโยกย้ายทรัพยากรระหว่างต่างหน่วยปฏิบัติการได้ด้วย เราสามารถเริ่มระบบที่เล็กก่อนแล้วค่อยๆขยายเพิ่มขึ้น โดยเพิ่ม Memory , CPU หรือ PCI Box ตามความต้องการ

PRIMEQUEST ลดต้นทุนการดำเนินการ

ถ้ามองถึงเรื่องความยืดหยุ่นแล้ว PRIMEQUEST เหมาะมากสำหรับระบบที่ต้องการ ความยืดหยุ่นสูงเรื่องของการแบ่งปริมาณงานกันทำ (workload) การจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรต่างๆ ที่จะถูกนำไปใช้ทำงานต่างๆ ตามลำดับความสำคัญของแต่ละงาน (resource allocation) ซึ่งจะเราสามารถเพิ่มลดได้ตามความต้องการ (on demand)


ตัวอย่างเช่น PRIMEQUEST สามารถที่กำหนดได้ว่าทุกๆ application ที่ใช้อยู่จะพอดีกับ resource ที่มี ลองเปรียบเทียบสิ่งนี้กับการใช้อย่าง IA server ซึ่งไม่สามารถทำได้ resources ต่างๆที่ไม่ได้ใช้ก็จะถูกปล่อยทิ้งไม่เกิดประโยชน์อะไร PRIMEQUEST on-demand จะช่วยให้การใช้ resources เหล่านี้ได้ดีมากขึ้น ทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุน

Typical IA Server
PRIMEQUEST ลดต้นทุนของ physical infrastructure management โดยยอมให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 16 concurrent Linux และ Windows แบ่งเป็น partitions ซึ่งจะทำงานในระดับเดียวกัน ในการติดตั้งระบบ การจัดการ ลดการดูแล ค่าโสหุ้ย และลด footprint ประหยัดพื้นที่ว่าง ลดปริมาณการบริโภคกำลังไฟฟ้า และรวมงานการจัดการแบบศูนย์กลาง (Centralize Operation)

ความสามารถของ Flexible I/O ของ PRIMEQUEST ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของการใช้ อุปกรณ์ราคาแพง อุปกรณ์ I/O จะแยกกันตาม partition ซึ่งเราสามารถโยกย้าย partition หรือ I/O ต่างๆได้ โดยไม่ต้องย้าย เคเบิ้ล และระบบสามารถทำการ restart ได้ภายในไม่กี่นาที

โดยการติดตาม Intel 64 bit processor roadmap และความสามารรถ multi-generation processor upgrades, PRIMEQUEST ยืดอายุของการลงทุนทางด้าน IT ทั้งหมด นี่หมายถึงการเดินหน้าต่อไปและต้นทุนที่ต่ำกว่า Performance ที่เพิ่มขึ้นภายในสภาพแวดล้อมเดียวกันและการลงทุนที่คุ้มค่ามากขึ้นของ Business Application.

สุดท้าย Fujitsu มุ่งเน้นความสำเร็จของ PRIMEQUEST โดยการเป็นพันธมิตร (Partnership) กับองค์กร หลายองค์กร ที่พัฒนา Applications สำหรับ Linux และ Windows ซึ่งแสดงให้เห็นว่า PRIMEQUEST เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และสัมพันธ์กับแนวโน้มทางธุรกิจ และตรงตามความต้องการของผู้ใช้ ตามเส้นทางของระบบ Automation สืบต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น Fujitsu เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง Itanium Solutions Alliance (ISA) เพื่อส่งเสริมการพัฒนา และ การขยายของ eco-system สำหรับ Linux / Windows Enterprise.

หุ้นส่วนหลักๆ (ในลำดับตัวอักษร) รวมถึง: BEA System, Inc., BMC Software, Inc., Computer Associates International, Inc., EMC Corporation, Intel Corporation, Microsoft Corporation, Network Application, Inc., Novell Inc., Oracle Corporation, Red Hat, Inc., SAP AG, Softek Storage Solutions Corporation, VERITUS Software Corporation.

Contacts

Fujitsu (Thailand) Co., Ltd.
Phone: Phone: +66 (0) 2302-1500
fax Fax: +66 (0) 2302-1555
E-mail: E-mail: info@th.fujitsu.com