หัวหน้าผู้เผยแพร่วัฒนธรรมองค์กรของฟูจิตสึเล็งเห็นว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นดิจิทัลครั้งใหญ่เร็วๆ นี้ บนพื้นฐานของความเป็นเอกเทศในขอบเขตความรู้ทางเทคโนโลยี (Singularity on Horizon)


Iwao Nakayama จากฟูจิตสึ ทำนายว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เช่น Virtual Reality , การเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์-จักรกล และ AI จะเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตและการทำงานของเรา


Nakayamasan
Iwao Nakayama
หัวหน้าผู้เผยแพร่วัฒนธรรมองค์กร
ฟูจิตสึ

เทคโนโลยี Virtual Reality หรือความเป็นจริงเสมือนและจำนวนแอปพลิเคชั่นรองรับที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะกลายเป็น “ตลาดขนาดใหญ่” ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปี และจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและวิธีการดำเนินธุรกิจ Iwao Nakayama หัวหน้าผู้เผยแพร่วัฒนธรรมองค์กรของยักษ์ใหญ่ด้าน ICT บริษัท ฟูจิตสึ จำกัด คาดการณ์

แต่ Nakayama ซึ่งเป็นผู้บรรยายหลักในงานฟูจิตสึเวิลด์ทัวร์ 2018 เอเชีย คอนเฟอเรนซ์ แบงค็อก เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลในวงกว้างมากขึ้นกว่าเดิมในการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับจักรกล ในอนาคต คนจะสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้อย่าง “ไร้รอยต่อ” ผ่านชิปคอมพิวเตอร์ที่ฝังอยู่ในสมองของพวกเขา เขากล่าว และในตอนนี้ก็กำลังมีการทดลองที่จะแปลงข้อมูลให้เป็นดิจิทัลจากสมองเอง

“หลังจากที่แปลงข้อมูลเป็นข้อมูลดิจิทัลแล้ว คุณจะสามารถทำได้แทบทุกอย่าง” เขาอธิบาย “คุณสามารถก็อปปี้มันแล้วส่งให้คนเป็นแสนคนได้ นี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ แต่ก็น่ากลัวเช่นเดียวกัน แล้วต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์”

แต่บางทีก็ไม่มีเทคโนโลยีอื่นใดที่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปมากกว่าปัญญาประดิษฐ์หรือ AI อีกแล้ว และเทคโนโลยีนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเร่งให้เราเข้าสู่ “ความเป็นเอกเทศ” ทางเทคโนโลยีได้เร็วขึ้น Nakayama กล่าว

ความเป็นเอกเทศทางเทคโนโลยีถูกให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีขนานใหญ่จนอารยธรรมของมนุษย์เปลี่ยนไปจนคนเจเนอเรชั่นก่อนจำแทบไม่ได้

“ในตอนนี้ โลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความวุ่นวาย เรากำลังเห็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเอกเทศทางเทคโนโลยี” Nakayama กล่าวกับผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย “ดังนั้น ผมจึงอยากกล่าวถึงว่า ในช่วง 30 ปีนับจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

ตลาดความเป็นจริงเสมือนจะดุเดือดมากขึ้น


ไม่ใช่ทุกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงวงการธุรกิจนั้นจะใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล บางเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วตอนนี้ และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนก็เป็นหนึ่งในนั้น

Nakayama ได้อ้างถึงการพยากรณ์ที่คาดการณ์ว่าตลาด VR จะเติบโตมากกว่า 5 เท่าระหว่างปี 2018 และ 2022 จนมีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านเยน (26,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2025 และยอดขายฮาร์ดแวร์สำหรับ VR จะมีมูลค่า 13 ล้านล้านเยน แซงหน้ายอดขายชุดทีวี

เขาอธิบายถึงการนำ VR ไปใช้ 5 แบบที่กำลังเริ่มเปิดให้บริการ โดยเล่นคลิปวิดีโอสั้นๆ สำหรับการนำไปใช้แต่ละแบบ ในคลิปหนึ่ง ผู้ใช้ที่กำลังช็อปปิ้งออนไลน์ด้วย VR headset รู้สึกราวกับว่ากำลังเดินหาของตามชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตจริงๆ “คุณไม่ต้องไปถึงร้านค้าอีกแล้ว นั่นกลายเป็นอดีตไปแล้ว” Nakayama กล่าว “ทุกวันนี้ คุณสามารถซื้อของผ่านคอมพิวเตอร์ได้ คุณสามารถพุดคุยกับ AR แล้วมันจะเลือกสินค้าให้ได้ ”

Nakayama เน้นถึงการนำ VR ไปใช้ในแบบอื่นๆ อีก เช่น การเตรียมหมอสำหรับการผ่าตัด การฝึกหัดนักบินและช่วยวิศวกรและกราฟิกดีไซเนอร์ในการสร้างรถ นอกจากนี้ VR จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนท่องเที่ยวและ “เข้าร่วม” การประชุม การประชุมเหล่านี้จะไม่ใช่แค่การประชุมสายที่มีแค่เสียงหรือลิงก์วิดีโออีกต่อไป เขากล่าว

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกรุงเทพฯ โตเกียว หรือฮาวาย คุณสามารถอยู่ได้ทุกที่ ตัวอวตารจะเข้าร่วมการประชุมแทนคุณเอง” Nakayama กล่าว “นี่คือบริษัทในญี่ปุ่นที่นำ VR ไปใช้ในการประชุมในวันนี้จริงๆ”

ทำสมองให้เป็นดิจิทัล


การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้นกำลังรออยู่ ในอนาคต มนุษย์จะถูกฝังชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งชิปนี้จะกลายเป็นส่วนต่อขยายและส่วนเสริมของสมองของมนุษย์เรา เช่น เทคโนโลยีที่สามารถถอดรหัสความตั้งใจของคนจากสัญญาณที่อิเล็กโทรดในสมองปล่อยออกมา จากนั้น สัญญาณทางประสาทจะสามารถควบคุมอุปกรณ์ได้

สิ่งนี้ต่างจาก “ประสาทเทียม” อื่นๆ ตรงที่ชิปนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะสำหรับทำงานแทนหน้าที่ของสมองบางส่วนที่ถูกทำลายไปด้วยโรคหรืออาการบาดเจ็บ ถึงแม้ว่ามันอาจจะช่วยในด้านการรักษาทางการแพทย์ได้ก็ตาม ตัวอย่างเช่น สำหรับผู้ป่วยโรคลมชักที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา สามารถใช้อิเล็กโทรดฝังลงไปในคอร์เท็กซ์ของพวกเขา เพื่อส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับรูปแบบการยิงสัญญาณที่มาก่อนอาการชักได้

เทคโนโลยีนี้เป็นจุดมุ่งเน้นของการลงทุนและการพัฒนาจำนวนมาก ผู้ประกอบการทางเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX รวมถึง Mark Zuckerberg แห่ง Facebook ก็ให้ความสนใจ Musk ได้ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อว่า Neuralink เพื่อสร้างอุปกรณ์ที่ “ช่วยให้เกิดการรวมตัวกันระหว่างสมองคนและเครื่องจักร” ทางฝั่ง Facebook ก็ได้เผยในปีนี้ไปแล้วว่า Facebook มีวิศวกร 60 คนที่กำลังทำ “อินเทอร์เฟซที่จะทำให้คุณสามารถพิมพ์ได้เพียงแค่คิด”

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยที่ MIT ในสหรัฐฯ ได้พัฒนา “คำพูดไร้เสียง” ขึ้นมา โดยคนจะสามารถพูดออกมาได้โดยไม่ใช้เสียงขณะที่อิเล็กโทรดในอุปกรณ์สวมใส่จะตรวจจับสัญญาณจากกล้ามเนื้อและเส้นประสาทของขากรรไกรและใบหน้า แล้วเขียนคำออกมาในคอมพิวเตอร์

“แค่คิดในใจก็สามารถควบคุมเมาส์ (คอมพิวเตอร์) ได้แล้ว” เขากล่าว “นั่นหมายความว่าความคิดของเขาเชื่อมต่อกับเมาส์ นี่กี่โมงแล้วนะ เขาพูดพึมพำในความคิดของเขา จากนั้นจึงเชื่อมต่อไปยังโทรศัพท์มือถือ นั่นหมายความว่าคนไม่จำเป็นต้องพูดจึงจะสั่งคอมพิวเตอร์ได้ แค่คิดก็พอแล้ว มันเป็นอะไรที่คล้ายๆ กับการส่งข้อมูลจากสมองแบบเรียลไทม์”

ผลที่ตามมาของมันนั้นยิ่งใหญ่มาก รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการโทรจิตซึ่งที่ผ่านมาพบได้แต่ในนิยายไซไฟ หากเราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ได้ ทำไมจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนอื่นไม่ได้ Nakayama ตั้งคำถาม ที่สุดแล้ว “มันหมายความว่าคุณสามารถรู้สึกถึงความรู้สึกของคนอื่นแบบเรียลไทม์ได้” เขาตั้งข้อสันนิษฐาน “มันหมายถึงการใช้เครือข่ายสมองของมนุษย์แล้วถ่ายทอดข้อมูลออกมา ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก”

มุ่งเน้นที่ AI ที่คำนึงถึงมนุษย์เป็นหลัก


อินเทอร์เฟซระหว่างคนกับเครื่องจักรเหล่านี้ และเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ความเป็นจริงเสมือน (VR) ระบบกระบวนการทำงานอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ (robotic process automation: RPA) และอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) จะเปลี่ยนวิธีที่คนเราดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิต Nakayama กล่าว แต่เขาเน้นไปที่เทคโนโลยีหนึ่งเป็นพิเศษ คือ ปัญญาประดิษฐ์

วันที่คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมโดย AI ซึ่งทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ที่กำลังจะมาถึงนั้นจะช่วยดำเนินงานหลายๆ อย่างแทนมนุษย์ เขากล่าว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่นำโดยการพัฒนา AI อย่างรวดเร็วขนานใหญ่จนกระทั่งโลกเข้าสู่ช่วงเวลาของความเป็นเอกเทศทางเทคโนโลยี Nakayama อธิบาย

แต่แม้ก่อนที่ยุคนั้นจะมาถึง AI ก็ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงแล้วในตอนนี้ Nakayama กล่าว บริษัทจำนวนมากทั่วโลกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง Google, IBM, Microsoft และฟูจิตสึ

ฟูจิตสึเรียกเทคโนโลยี AI ของพวกเขาว่า Zinrai, ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นดิจิทัลโดยคำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง Nakayama กล่าวว่า มีบริษัทในญี่ปุ่นกว่า 1,400 แห่ง ใช้ Zinrai, แล้ว ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบก็ตาม บริษัทเหล่านี้อยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรมหรือส่วนอุตสาหกรรม เช่น ยานพาหนะ การผลิต การค้าปลีก ขนส่ง สุขภาพ ตลาดดิจิทัล คะแนนเครดิต (credit scoring) และคอลเซ็นเตอร์

AI และเทคโนโลยีอื่นๆ จะดาหน้ากันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งจะนำไปสู่และรวมถึงความเป็นเอกเทศทางเทคโนโลยี Nakayama กล่าว.

อีกวิธีหนึ่งที่จะวัดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ การดูรายชื่อบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าตามราคาตลาด

รายชื่อในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ นำโดย Apple, Amazon, Google และ Microsoft ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ทั้งหมด “หากดู 4 บริษัทแรก สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งหมดเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม นั่นหมายความว่า นวัตกรรมเป็นกุญแจไปสู่การขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของรายชื่อ” Nakayama กล่าว

ในทางตรงกันข้าม เมื่อ 30 ปีก่อน 10 อันดับแรกมีบริษัทญี่ปุ่นอยู่ 7 บริษัท NTT ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอยู่บนสุดของตาราง ขณะที่ 5 ใน 6 ของบริษัทญี่ปุ่นที่เหลือเป็นธนาคาร

เขาทำนายว่าในอีก 30 ปี หากดูจากเทคโนโลยีพลิกวงการที่กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในทุกวันนี้ บริษัท 10 อันดับแรกก็คงจะหายไปจากตารางเช่นเดียวกัน

“นี่บ่งบอกได้ว่าโลกกำลังปั่นป่วนขนาดไหน” Nakayama กล่าว “ดังนั้น เวลา 30 ปีจะเปลี่ยนทุกอย่าง.”